แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - penbunya21feb

หน้า: [1] 2 3
1

             ด้วยการแข่งขันในการรถยนต์นั้นมีมากขึ้นจึงทำให้วิวัฒนาการของของรถยนต์นั้นก้าวไปไกลมากซึ่งเราสามารถสังเกตได้ง่ายๆเลยว่ารถยนต์แต่ล่ะยี่ห้อนั้นมีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่เกือบทุกๆปีและสิ่งที่เราเห็นได้ชัดมากที่สุดของการพัฒนาในรถยนต์นอกจากการดีไซต์รูปแบบของรถยนต์แล้วอีกหนึ่งอย่างที่ต้องมีการพัฒนานั้นคือ รถที่ประหยัดพลังงานหรือรถ hybridซึ่งตอนนี้ถือว่าเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆแต่คุณรู้ไหมว่า]รถ hybrid นั้นมันคืออะไร มีระบบการทำงานอย่างไร

รถ hybrid คืออะไร มาดูกัน
   รถยนต์ที่มีการทำงานมากกว่า 1ระบบขึ้นไปโดยการนำระบบน้ำมันและระบบไฟฟ้ามาผสมผสานให้เข้ากันอย่างลงตัวเพื่อที่จะให้ทำงานควบคู่กันไปเรียกได้ว่าเป็นช่วยลดข้อเสียและเพิ่มข้อดีของระบบทำงานของรถยนต์ประหยัดพลังงานมากขึ้นยิ่งคนที่ทำงานในเมืองก็มักจะเจอปัญหารถติดทำให้นั้นรถกินน้ำมัน รถ hybrid จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเลือกสำหรับคนที่ทำงานในเมือง


รู้ไหม รถ hybrid ทำงานกันอย่างไร?
  • ซีรีส์ ไฮบริด (SERIES HYBRID) ซึ่งกำลังขับเคลื่อนหลักมาจากมอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องยนต์ทำหน้าที่ปั่นตัวชาร์จกระแสไฟฟ้าเพื่อส่งมาเก็บในแบตเตอรี่ และมอเตอร์ไฟฟ้าก็ใช้กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ มาขับเคลื่อนตัวรถ
  • พาราลเรล (PARALLEL HYBRID) ทั้งเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนตัวรถ โดยกำลังที่ถูกส่งออกมาจะผันแปรไปตามสภาพการขับขี่ และในระบบนี้ มอเตอร์ไฟฟ้าจะไม่สามารถขับเคลื่อนตัวรถเพียงอย่างเดียว แต่มีหน้าที่แค่เสริมการขับเคลื่อนให้เครื่องยนต์ และชาร์จกระแสไฟฟ้า เข้าไปเก็บในแบตเตอรี่
  • ซีรีส์/พาราลเรล (SERIES/PARALLEL HYBRID) เป็นรูปแบบที่ผสมจุดเด่นของทั้ง 2 แบบเข้าด้วยกัน และเป็นรูปแบบที่นิยมใช้ในรถยนต์ไฮบริดรุ่นปัจจุบัน มอเตอร์ไฟฟ้า (ช่วงความเร็วต่ำจนถึงปานกลาง) และเครื่องยนต์สามารถขับเคลื่อนได้เพียงลำพัง (ความเร็วสูง) หรือทั้ง 2 จะผสานการทำงานในการขับเคลื่อนก็ได้ (เร่งแซง) เพื่อประโยชน์สูงสุดในด้านความประหยัดน้ำมันและสมรรถนะในการขับขี่
               รถ hybrid นั้นถือว่าเป็นอะไรที่ใหม่ทำสำหรับคนไทยและราคานั้นก็ไม่ใช่ถูกๆเลยแต่ก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการรถที่ประหยัดพลังงานเพราะรถ hybridนั้นถือได้ว่าตอบโจทย์ได้พอสมควรเลยแต่การเลือกซื้อรถนั้นคุณก็ควรที่จะศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจเพราะอย่าลืมว่าราคารถยนต์นั้นก็ไม่ใช่ถูกๆเช่นกัน

2

           ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลและไปไวมากเลยทำให้วิวัฒนาการของของรถยนต์นั้นก้าวไปไกลมากซึ่งเราสามารถสังเกตได้ง่ายๆเลยว่ารถยนต์แต่ล่ะยี่ห้อนั้นมีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่เกือบทุกๆปีและสิ่งที่เราเห็นได้ชัดมากที่สุดของการพัฒนาในรถยนต์นอกจากการดีไซต์รูปแบบของรถยนต์แล้วอีกหนึ่งอย่างที่ต้องมีการพัฒนานั้นคือ รถที่ประหยัดพลังงานหรือรถไฮบริด (Hybrid) ซึ่งตอนนี้ถือว่าเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆแต่คุณรู้ไหมว่ารถไฮบริด (Hybrid)นั้นมันคืออะไร มีระบบการทำงานอย่างไร

รถไฮบริด (Hybrid)คืออะไร มาดูกัน
             รถยนต์ที่มีการทำงานมากกว่า 1ระบบขึ้นไปโดยการนำระบบน้ำมันและระบบไฟฟ้ามาผสมผสานให้เข้ากันอย่างลงตัวเพื่อที่จะให้ทำงานควบคู่กันไปเรียกได้ว่าเป็นช่วยลดข้อเสียและเพิ่มข้อดีของระบบทำงานของรถยนต์ประหยัดพลังงานมากขึ้นยิ่งคนที่ทำงานในเมืองก็มักจะเจอปัญหารถติดทำให้นั้นรถกินน้ำมัน รถไฮบริด (Hybrid)จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเลือกสำหรับคนที่ทำงานในเมือง

รู้ไหม รถไฮบริด (Hybrid)ทำงานกันอย่างไร?
  • ซีรีส์ ไฮบริด (SERIES HYBRID) ซึ่งกำลังขับเคลื่อนหลักมาจากมอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องยนต์ทำหน้าที่ปั่นตัวชาร์จกระแสไฟฟ้าเพื่อส่งมาเก็บในแบตเตอรี่ และมอเตอร์ไฟฟ้าก็ใช้กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ มาขับเคลื่อนตัวรถ
  • พาราลเรล (PARALLEL HYBRID) ทั้งเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนตัวรถ โดยกำลังที่ถูกส่งออกมาจะผันแปรไปตามสภาพการขับขี่ และในระบบนี้ มอเตอร์ไฟฟ้าจะไม่สามารถขับเคลื่อนตัวรถเพียงอย่างเดียว แต่มีหน้าที่แค่เสริมการขับเคลื่อนให้เครื่องยนต์ และชาร์จกระแสไฟฟ้า เข้าไปเก็บในแบตเตอรี่
  • ซีรีส์/พาราลเรล (SERIES/PARALLEL HYBRID) เป็นรูปแบบที่ผสมจุดเด่นของทั้ง 2 แบบเข้าด้วยกัน และเป็นรูปแบบที่นิยมใช้ในรถยนต์ไฮบริดรุ่นปัจจุบัน มอเตอร์ไฟฟ้า (ช่วงความเร็วต่ำจนถึงปานกลาง) และเครื่องยนต์สามารถขับเคลื่อนได้เพียงลำพัง (ความเร็วสูง) หรือทั้ง 2 จะผสานการทำงานในการขับเคลื่อนก็ได้ (เร่งแซง) เพื่อประโยชน์สูงสุดในด้านความประหยัดน้ำมันและสมรรถนะในการขับขี่
               
           รถไฮบริด (Hybrid)นั้นถือว่าเป็นอะไรที่ใหม่ทำสำหรับคนไทยและราคานั้นก็ไม่ใช่ถูกๆเลยแต่ก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการรถที่ประหยัดพลังงานเพราะรถไฮบริด (Hybrid)นั้นถือได้ว่าตอบโจทย์ได้พอสมควรเลยแต่การเลือกซื้อรถนั้นคุณก็ควรที่จะศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจเพราะอย่าลืมว่าราคารถยนต์นั้นก็ไม่ใช่ถูกๆเช่นกัน

3

           ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลและไปไวมากเลยทำให้วิวัฒนาการของของรถยนต์นั้นก้าวไปไกลมากซึ่งเราสามารถสังเกตได้ง่ายๆเลยว่ารถยนต์แต่ล่ะยี่ห้อนั้นมีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่เกือบทุกๆปีและสิ่งที่เราเห็นได้ชัดมากที่สุดของการพัฒนาในรถยนต์นอกจากการดีไซต์รูปแบบของรถยนต์แล้วอีกหนึ่งอย่างที่ต้องมีการพัฒนานั้นคือ รถที่ประหยัดพลังงานหรือรถไฮบริด (Hybrid) ซึ่งตอนนี้ถือว่าเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆแต่คุณรู้ไหมว่ารถไฮบริด (Hybrid)นั้นมันคืออะไร มีระบบการทำงานอย่างไร

รถไฮบริด (Hybrid)คืออะไร มาดูกัน
             รถยนต์ที่มีการทำงานมากกว่า 1ระบบขึ้นไปโดยการนำระบบน้ำมันและระบบไฟฟ้ามาผสมผสานให้เข้ากันอย่างลงตัวเพื่อที่จะให้ทำงานควบคู่กันไปเรียกได้ว่าเป็นช่วยลดข้อเสียและเพิ่มข้อดีของระบบทำงานของรถยนต์ประหยัดพลังงานมากขึ้นยิ่งคนที่ทำงานในเมืองก็มักจะเจอปัญหารถติดทำให้นั้นรถกินน้ำมัน รถไฮบริด (Hybrid)จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเลือกสำหรับคนที่ทำงานในเมือง

รู้ไหม รถไฮบริด (Hybrid)ทำงานกันอย่างไร?
  • ซีรีส์ ไฮบริด (SERIES HYBRID) ซึ่งกำลังขับเคลื่อนหลักมาจากมอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องยนต์ทำหน้าที่ปั่นตัวชาร์จกระแสไฟฟ้าเพื่อส่งมาเก็บในแบตเตอรี่ และมอเตอร์ไฟฟ้าก็ใช้กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ มาขับเคลื่อนตัวรถ
  • พาราลเรล (PARALLEL HYBRID) ทั้งเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนตัวรถ โดยกำลังที่ถูกส่งออกมาจะผันแปรไปตามสภาพการขับขี่ และในระบบนี้ มอเตอร์ไฟฟ้าจะไม่สามารถขับเคลื่อนตัวรถเพียงอย่างเดียว แต่มีหน้าที่แค่เสริมการขับเคลื่อนให้เครื่องยนต์ และชาร์จกระแสไฟฟ้า เข้าไปเก็บในแบตเตอรี่
  • ซีรีส์/พาราลเรล (SERIES/PARALLEL HYBRID) เป็นรูปแบบที่ผสมจุดเด่นของทั้ง 2 แบบเข้าด้วยกัน และเป็นรูปแบบที่นิยมใช้ในรถยนต์ไฮบริดรุ่นปัจจุบัน มอเตอร์ไฟฟ้า (ช่วงความเร็วต่ำจนถึงปานกลาง) และเครื่องยนต์สามารถขับเคลื่อนได้เพียงลำพัง (ความเร็วสูง) หรือทั้ง 2 จะผสานการทำงานในการขับเคลื่อนก็ได้ (เร่งแซง) เพื่อประโยชน์สูงสุดในด้านความประหยัดน้ำมันและสมรรถนะในการขับขี่
               
           รถไฮบริด (Hybrid)นั้นถือว่าเป็นอะไรที่ใหม่ทำสำหรับคนไทยและราคานั้นก็ไม่ใช่ถูกๆเลยแต่ก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการรถที่ประหยัดพลังงานเพราะรถไฮบริด (Hybrid)นั้นถือได้ว่าตอบโจทย์ได้พอสมควรเลยแต่การเลือกซื้อรถนั้นคุณก็ควรที่จะศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจเพราะอย่าลืมว่าราคารถยนต์นั้นก็ไม่ใช่ถูกๆเช่นกัน

4

            การนอนหลับพักผ่อนอย่างสบาย หนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญเลย นั้นก็คือ “เตียง” ยิ่งเป็นผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ยิ่งต้องการความสะดวกสบายเพิ่มขึ้นจะให้นอนบนเตียงธรรมดาก็จะทำให้การใช้ชีวิตประจำวันดูลำบากมากขึ้น ดังนั้น เตียงคนไข้ จึงได้ผลิตและออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุนั้นเอง เดี๋ยวนี้เตียงคนไข้ นั้นมีรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกันไปวันนี้เราจึงวิธีเลือกซื้อเตียงคนไข้ให้เหมาะสมและคุ้มค่า

แนวทางการเลือกซื้อ เตียงคนไข้ หรือเตียงผู้สูงอายุ
- เตียงทำจากวัสดุที่มีความแข็งแรง ไม่เป็นสนิมได้ง่าย สามารถรับน้ำหนักได้อย่างน้อย 150 Kg เป็นต้นไป (เพราะยิ่งรับน้ำหนักได้มาก = มีความแข็งแรง อายุการใช้งานยาวนาน)
- มีระบบความปลอดภัยต่างๆ เช่น ราวข้างเตียง หริือ ระบบล๊อคล้อเตียง
- ความยาวของเตียงโดยทั่วไป จะอยู่ที่ประมาณ 180 เซนติเมตร ซึ่งเป็นความยาวที่พอเหมาะ และไม่ทำให้รู้สึกอึดอัด
- ความสูงของเตียงคนไข้ หรือผู้สูงอายุที่ดีนั้น ควรสูงจากพื้นประมาณ 40 เซนติเมตร หรือมีความสูงประมาณข้อพับเข่าของผู้สูงอายุ เมื่อเวลาลุกขึ้นนั่ง เพื่อที่จะยืน หรือทำกิจกรรมใดๆ จะได้วางเท้าถึงพื้นพอดี
- ความสวยงาม ก็เป็นสิ่งสำคัญ เตียงที่มีความสวยงามจะทำให้ผู้ป่วย หรือผู้สูงอายุมีสุขภาพจิตที่ดี ไม่รู้สึกหดหู่ และเหมาะเป็นเปอร์นิเจอร์สำหรับตกแต่งภายในบ้าน
- ผู้ผลิต หรือผู้นำเข้าต้องมีใบจดทะเบียนสถานประกอบการผลิต หรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์ และหนังสือรับรองประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ (อย.)
- โรงงานผู้ผลิตได้รับมาตรฐานการผลิตจาก อย. หรือมาตรฐาน ISO 13485 (มาตรฐานคุณภาพการผลิตเครื่องมือแพทย์) มีมาตรฐาน IEC 60601-2-38 (มาตรฐานเตียงผู้ป่วย) หรือ IEC 60601-2-52 (มาตรฐานประสิทธิภาพการใช้งาน)
- พิจารณาตามความต้องการของผู้ใช้งาน

5

             แสงแดดเป็นสิ่งที่เรานั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตประจำวันของเรา ยิ่งแสงแดดในปัจจุบันนี้อันตรายกว่าที่คุณคิดเพราะด้วยสาเหตุมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นมลพิษ หรือภาวะโลกร้อนนั้นเอง ดังนั้นการทาครีมกันแดดหน้าและตัวนั้นทำเป็นอย่างมากก่อนออกจาก ยิ่งตอนนี้เราอยู่ในช่วงฤดูร้อนก็ยิ่งสำคัญมากเลยทีเดียว เรามีวิธีการใช้ครีมกันแดดหน้าและตัวมาช่วยในการปกป้องผิวสวยของคุณให้ยังคงสวยใสสุขภาพดี

1. ใช้ครีมกันแดดหน้าและตัวให้เหมาะกับสภาพผิว
               ในเมื่อสภาพผิวคนเรามีความแตกต่างกัน ก็ควรที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทครีมกันแดดที่ต่างกันด้วย เพื่อให้ได้ผลดี ต้องเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวด้วย เช่น หากคุณเป็นสาวผิวแห้งเหมาะกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อครีม สำหรับสาวผิวมันควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีน้ำมันอย่างพวกเนื้อเจลหรือซิลิโคน ส่วนที่เป็นแบบโลชั่นจะเหมาะกับสาวผิวธรรมดา

2.ใช้ครีมกันแดดหน้าและตัวเป็นประจำ
            อากาศที่ร้อนอบอ้าว และร้อนแรงจะเป็นตัวทำลายคอลลาเจนที่อยู่ใต้ผิวหนัง จนทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น สาเหตุที่ทำให้สภาพผิวมีปัญหาต่างๆ นานา การใช้ครีมกันแดดจึงเป็นวิธีป้องกันแสงแดดได้ดีระดับหนึ่ง แต่จะให้ได้ผลดีที่สุด ต้องใช้ให้เป็นประจำ โดยทาครีมให้ทั่วบริเวณผิวหนังบริเวณที่ไม่สามารถปกป้องได้ด้วยเสื้อผ้าที่สวมใส่ หมั่นทายิ่งได้ผลดียิ่งขึ้น

3.เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารกันแดด
           ผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอางที่ใช้เป็นประจำ ควรจะต้องมีส่วนผสมของสารกันแดดอยู่ด้วย ไม่ว่าจะครีมบำรุงผิวหน้า ผิวกาย เดย์ครีม หรือครีมรองพื้น เพราะเครื่องสำอางเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณต้องใช้เป็นประจำอยู่แล้ว การได้รับสารกันแดดเพิ่มเข้าไปด้วยอีกนั้น ย่อมจะได้รับการปกป้องผิวของคุณจากแสงแดดเพิ่มขึ้นได้ด้วย

4.ทาครีมกันแดดที่มีสารกันแดด
          แม้การใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องสำอางที่เราใช้อยู่ประจำ โดยทั่วไปจะมีส่วนผสมของสารกันแดดก็ตาม แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะอย่างไรก็ยังมีคุณสมบัติหลัก คือการเป็นเครื่องสำอาง เมื่อต้องการป้องกันผิวจากแสงแดดให้ได้ผลดี ต้องทาครีมที่มีสารกันแดดอย่างแท้จริง ก่อนจะใช้เครื่องสำอางแต่งแต้มสีสันบนใบหน้าทาครีมกันแดดไว้จะส่งผลดีกว่าแน่นอน

                      ถ้ายังอยากมีผิวที่ดูสวยสุขภาพดีอย่าลืมป้องกันตัวเองจากแสงแดดด้วยการทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้านเพื่อป้องกันแสงแดดที่จ้องจะทำร้ายผิวของคุณ


6

                ในปัจจุบันอุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดบ่อยมากและมีให้เห็นกันได้ทุกวัน บางก็อาจจะเป็นอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆหรือไม่บางทีก็อาจจะเป็นอุบัติเหตุใหญ่ ถ้าเป็นเพียงอุบัติเหตุเล็กๆรถก็คงจะไม่มีปัญหาอะไรมากมาย แต่ถ้าหากเกิดเป็นอุบัติเหตุใหญ่ๆก็อาจจะทำไมให้รถนั้นเกิดความสูญเสียมากขึ้น จนอาจร้ายแรงทางประกันรับซ่อมไม่ได้เพราะอาจจะเกินวงเงินที่ประกันให้ไว้ จนกลายเป็นซากรถไปแทน


                   มันเลยเกิดข้อสงสัยต่อมาว่าแล้วจะเอาซากรถพวกไปทำอะไรต่อดี บางคนก็ด้วยความที่รักรถของตัวเองก็จะพยายามหาร้านซ่อมรถที่อุปกรณ์ เครื่องมือครบพอที่จะซ่อมรถได้ หรือบางคนก็อาจจะนำไปขายออกทอดตลาดเชียงกงโดยการแยกอะไหล่ออกและนำไปขายนี่ก็อีกหนึ่งทางเลือกที่คุณสามารถทำได้ถึงจะขายได้ในราคาที่คุ้มเท่ากับราคารถที่คุณซื้อแต่ก็ยังดีกว่าเก็บเฉยๆโดยไม่ได้ใช้งานอะไรเลย หรืออีกหนึ่งทางเลือกที่คุณอาจจะเคยได้ยินกันมาแล้วบ้างนั้นก็คือการนำซากรถเข้าประมูลนั้นซึ่งอันนี้ก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการขายซากรถตัวโดยผ่านตัวกลางทำให้เราไม่ต้องเหนื่อยที่จะต้องมานั่งขายเอง ซึ่งการประมูลซากรถนั้นส่วนใหญ่ที่ซื้อเขาก็คงจะนำซากรถที่ประมูลได้นั้นไปแยกอะไหล่ในขายการซื้อขาย หรืออาจจะเอาอะไหล่จากซากรถไปใช้ในใช้ในอู่ซ่อมรถของตัวเองได้ด้วย
              แต่อย่างไรก็ตามเราก็ควรที่จะขับรถกันอย่างระมัดระวังด้วยสติอย่าใจร้อนเพราะไม่งั้นคุณอาจจะทำให้รถที่คุณนั้นกลายเป็นซากรถโดยไม่รู้ตัวจากอุบัติเหตุก็ได้

7

              เชื่อว่าหลายๆคนก็อาจจะยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับการประมูลรถหรูหรือรถทั่วไป เลยอาจจะทำให้เกิดคำถามมากมาย เช่น คนธรรมดาทั่วประมูลได้ไหม  หรือเตรียมอะไรบ้างในการประมูลรถหรูหรือรถทั่วไป และในวันนี้เราจะมาคำถามให้คุณในฉบับที่เข้าง่ายๆรอบเดียวว่าการประมูลรถหรูหรือรถทั่วไปนั้นเป็นอย่างไร


              การประมูลรถหรูหรือรถทั่วไปคือการใช้วิธีการให้ผู้ซื้อแข่งขันกันเสนอราคาให้มากที่สุดเท่าที่จะให้ได้ต่อรถคันนั้น ซึ่งวิธีดังกล่าวนั้น ทำให้รถยนต์มีมูลค่าเพิ่มจากปกติตามสภาพที่ขายได้ทั่วไป ซึ่งวิธีดังกล่าวสถาบันการเงินหลายแห่งนิยมมากในการปล่อยรถยนต์ที่ยึดมาจากลูกค้าที่ไม่สามารถชำระสินเชื่อได้ตามกำหนด จะว่าไปรถประมูลก็อาจจะไม่เสียหายอะไร ที่จะประมูลมาใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่คุณจำเป็นต้องรู้จริงเกี่ยวกับรถประมูลว่าที่มาที่ไปของรถคันนั้นเป็นเช่นไร สภาพสมบูรณ์หรือไม่ รถส่วนมากที่นำมาประมูลกันเป็นรถประเภท

1.รถจากสถาบันการเงิน ส่วนใหญ่จะมาจากรถยนต์ที่ถูกไฟแนนซ์ยึดรถมาขายทอดตลาด

2.รถอุบัติเหตุโดยจะนำรถยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุมาประมูลซาก เรียกง่ายๆขายซากนั้นเอง ว่ากันไปตามสภาพสำหรับคนทั่วไปอย่างเราๆอย่างไปยุ่งเลยดีกว่าซื้อมาปั่นใหม่อาจจะเสียเงินเยอะกว่ารถมือ2สภาพดีซะอีก

3. .รถปลดระวางจากบริษัทหรือราชการซึ่งรถประเภทนี้จะเป็นรถที่ผ่านการดูแลมาค่อนข้างดี แต่บางคันก็ใช้งานหนักมาเหมือนกัน ดูเรื่องเครื่องยนต์ให้ดีๆส่วนเรื่องตัวถังนั้นสามารถไว้ใจได้แน่นอน

4.รถของกลาง คือรถที่โดนตำรวจ หรือสรรพสามิตยึดมา บางคันเป็นรถที่ยึดมาจากพ่อค้ายา หรือไม่ก็การนำเข้าผิดกฎหมาย ส่วนมากรถพวกนี้จะเป็นรถสปอร์ตสุดหรู แต่คนธรรมดาคงจะประมูลชนะอยาก เพราะรถพวกนี้ส่วนมากจะมีการคุยกันหลังบ้านเรียบร้อยแล้ว

8

              เดี๋ยวนี้ถึงแม้เราจะระวังมากแค่ไหนก็ตามอุบัติเหตุนั้นก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาไม่ว่าเราจะอยู่ในบ้านหรือไปนอกบ้าน ซึ่งเรามักจะพบได้ว่าข่าวที่เราดูทุกๆวันนั้นไม่มีวันไหนเลยที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ แต่เรานั้นสามารถป้องกันได้โดยการทำประกันอุบัติเหตุเพื่อคุ้มครองตัวเองเมื่อเกิดอุบัติเหตุเพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องไปเดือดร้อนเรื่องค่ารักษาพยาบาลแต่ก่อนที่คุณจะทำประกันอุบัติเหตุนั้นคุณอ่านและศึกษาให้ดีว่ามันคุ้มครองกรณีไหนบ้าง เพราะบางทีประกับอุบัติเหตุนั้นก็ไม่ได้คุ้มครองทุกสถานการณ์
สิ่งที่ควรระวังในการทำประกันอุบัติเหตุ

          ไม่ใช่ว่าทำประกันอุบัติเหตุแล้ว เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะได้รับค่าชดเชยในทุกกรณี จะมีข้อยกเว้นบางอย่างในกรมธรรม์ที่จะไม่คุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุด้วย เช่น
- การพยายามฆ่าตัวตาย หรือทำร้ายร่างกายตัวเองรวมถึงการทำแท้งบุตรด้วย
- การเกิดอุบัติเหตุในขณะมึนเมาสุรา หรือยาเสพติด
- การเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากการจลาจล การก่อเหตุการณ์ความวุ่นวาย
- การเล่นหรือแข่งขันกีฬาที่อันตราย เช่น บันจี้จัมพ์ การแข่งรถ แข่งเรือ
- การเข้าร่วมทะเลาะวิวาท หรือก่ออาชญากรรม รวมถึงการหลบหนีการจับกุม
- การเข้าร่วมปฏิบัติการที่เสี่ยงอันตราย เช่น ปฏิบัติการทางทหาร ตำรวจ หรืออาสาสมัคร
 -การโดยสารเครื่องบินที่ไม่ใช่เครื่องบินพาณิชย์ เช่น เฮลิคอปเตอร์เครื่องบินรบ

                   การเกิดอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เกิดขึ้นแบบไหน ดังนั้นการทำประกันอุบัติเหตุ จึงเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งสำหรับผู้ที่ทำประกันรวมถึงครอบครัวที่อยู่เบื้องหลังด้วย เพราะเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นก็จะได้รับเงินชดเชยก้อนหนึ่ง มาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล หรือชดเชยรายได้ที่ต้องหยุดงานไป ใครที่ยังไม่ได้ทำประกันอุบัติเหตุ ก็ควรศึกษาข้อมูลและทำประกันอุบัติเหตุไว้บ้าง

9

               ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนสิ่งที่เราขาดไม่ได้นั้นก็คือการทาครีมกันแดดในปัจจุบันนี้ครีมกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัวนั้นมีออกมามากมายหลายยี่ห้อหลายแบรนด์ซึ่งการเลือกครีมกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัวให้เหมาะสมกับคุณนั้นไม่คุณควรมองข้ามไปเพราะว่าถ้าหากเราเกิดอาการแพ้ขึ้นมันเป็นเรื่องใหญ่กันเลยแหละ วันนี้เราจึงเกร็ดความรู้ที่คุณควรจะเกี่ยวกับครีมกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัวมาให้คุณได้ลองอ่านกันดูเพื่อจะทำความรู้ใจในการใช้ครีมกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัวมากยิ่งขึ้น

1.เลือกครีมกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัวให้เหมาะกับการใช้งาน
         อย่างสาว ๆ ออฟฟิศ ที่ไม่ได้ออกไปไหน ไม่จำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัวที่มีค่า SPF สูงเกินไป เลือกเพียง SPF 15 ก็เพียงพอแล้ว ส่วนคนที่ชอบเล่นกีฬา หรือต้องอยู่กลางแจ้งนาน ๆ ทำให้มีเหงื่อออกได้ง่าย ควรเลือกครีมกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัวที่มี SPF 30 ขึ้นไป และกันน้ำได้ (Water Proof หรือ Water Resistance) จะช่วยปกป้องได้ดีกว่า ส่วนสาว ๆ ที่จะลงว่ายน้ำ หรือไปชายทะเล ควรใช้ครีมกันแดดค่า SPF 30 ขึ้นไปเช่นกัน และทาซ้ำทุก 1 ชั่วโมง ที่สำคัญ ควรทาครีมก่อนลงน้ำครึ่งชั่วโมงจึงจะได้ผล

2.ดูค่า SPF และ PA
       ครีมกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัวที่ดีควรจะป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB    สำหรับ UVA นั้น เป็นรังสีที่ทำให้เซลล์ผิวเสียหายจนเป็นรอยเหี่ยวย่นได้ แต่ยังไม่มีค่ามาตรฐานกำหนดเป็นตัวเลขแน่ชัด  ปัจจุบันจึงนิยมใช้ PA และเครื่องหมาย + เป็นตัวบอก โดยควรเลือกครีมกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัวที่ระบุว่า PA++ ขึ้นไป ซึ่งดีที่สุดในตอนนี้ คือ ++++ นะคะ ส่วน UVB นั้น เป็นค่ากันแดดที่ป้องกันอาการแพ้ แดง แสบ และไหม้ของผิวหนัง มีค่า SPF ตั้งแต่15 ขึ้นไป

3.วิธีทดสอบการแพ้ครีมกันแดด
          หากต้องการทดสอบว่า เราแพ้ครีมกันแดดทาหน้าและครีมกันแดดทาตัวหรือไม่ ให้ลองทาครีมกันแดดบริเวณใต้ท้องแขนทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วสังเกตว่ามีอาการบวม แดงหรือไม่ ถ้าปรากฏอาการดังกล่าวแสดงว่าแพ้สารเคมีชนิดหนึ่ง อย่างไรก็ตามคนบางประเภท (delay sensitivity) อาจจะใช้เวลานานกว่าจะปรากฏอาการแพ้ จึงควรรอดูอาการถึง 24 ชั่วโมง หรือ 72 ชั่วโมง จึงจะสรุปได้ว่าไม่มีอาการแพ้จริง ๆ

4.ดูส่วนผสมอื่น ๆ เพิ่มเติม
          สาว ๆ หลายคนมักเลือกครีมกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัวที่ SPF อย่างเดียว แต่รู้หรือไม่คะว่าส่วนผสมอื่นๆในตัวครีมก็สำคัญไม่น้อยเช่นกัน  หากต้องการประสิทธิภาพที่มากขึ้น ควรเลือกครีมกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัวที่มีส่วนผสมของ ซิงก์อ๊อกไซด์, ไททาเนียมไดออกไซด์ ร่วมด้วยจะดีที่สุด

10

                  วันนี้เราจะมารีวิว สมาร์ทโฟนตะกูล Note กัน นั้นก็คือ Samsung galaxy note fan หรือ fe ก่อนอื่นเรามาดูในเรื่องของการดีไซน์กันอีกสักครั้ง หลังจากที่ปีที่แล้วคงได้เห็นกันมาเต็มตาแล้ว galaxy note fan มาพร้อมหน้าตาโดยรวมที่เหมือนกับ Galaxy Note 7 เดิมแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นขอบหน้าจอโค้ง 2 ด้าน แบบที่เห็นบนสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ๆของ Samsung เพิ่มความคงทนของด้านหน้าด้วยกระจก Gorilla Glass 5 การจับถือยังคงกระชับมือถึงแม้ขนาดหน้าจอจะใหญ่ระดับ 5.7 นิ้ว แต่ด้วยจอโค้งเว้าลงไปเลยทำให้พื้นที่การใช้หน้าจอน้อยลงความกว้างของตัวเครื่องก็น้อยลงด้วย โดยสัดส่วนของรุ่นนี้จะอยู่ที่ 73.9 x 153.5 x 7.9 มม.เท่านั้นเอง
ต้องบอกว่า galaxy note fan ก็คือ Galaxy Note 7 เกือบ 100% เพราะใช้ชิ้นส่วนเดิมของ Galaxy Note 7 เกือบทั้งหมด จะมีแค่แบตเตอรี่ที่เปลี่ยนล็อตใหม่ ลดความจุลงเล็กน้อย (จาก 3500mAh เหลือ 3200mAh) ควบคุมความปลอดภัยอย่างเข้มข้น

สเปกของ galaxy note fan จึงเหมือนกับสเปกของ Galaxy Note 7 แทบทั้งหมด
- หน้าจอ Super AMOLED 5.7" 2560x1440 (Quad HD) ขอบโค้ง
- ซีพียู 8 คอร์ 2.3GHz+1.6GHz
- แรม 4GB, สตอเรจ 64GB เพิ่ม microSD ได้
- กล้องหลัง 12MP OIS, กล้องหน้า 5MP
- ชาร์จไฟด้วยพอร์ต USB-C, ยังมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.
- ปากกาแรงกด 4096 ระดับ (เท่ากับ Note 8)
- ระบบสแกนม่านตา
- กันน้ำกันฝุ่น IP68 แถมใช้ปากกาเขียนใต้น้ำได้

11

               ในยุคนี้เทคโนโลยีของทีวีนั้นก้าวไปเร็วมากในทุกๆปีก็จะมีทีวีรุ่นใหม่ๆออกมา ทำให้หลายๆคนที่ชื่นชอบการดูทีวีการดูหนังเกิดความอยากได้มาไว้ในครอบครองนั้นเอง ยิ่งหลายๆนั้นมีความคิดว่าทีวี จอใหญ่นั้นดี ยิ่งใหญ่ก็ยิ่งดี อยากจะบอกเลยว่าทีวี จอใหญ่มันก็ไม่ได้ดีเสมอไปเพราะถ้าพื้นในห้องที่ใช้สำหรับดูทีวีนั้นขนาดห้องที่ไม่ได้ใหญ่ หรือ บางคนอยู่คอนโด การที่มีทีวี จอใหญ่เกินอยู่ในห้องนั้นก็สามารถทำให้ห้องนั้นดูคับแคบลง  นอกจากนี้ยังทำให้ ความละเอียดภาพต่ำ จะทำให้การรับชมไม่ชัดเจน เห็นภาพแตกเป็นเม็ดสีพิกเซล เนื่องจากอยู่ในระยะการรับชมที่ใกล้หน้าจอเกินไป นอกจากนี้ยังอาจก่อให้เกิดอาการปวดตา ล้าตา รับแสงจากหน้าจอมากเกินไป ดังนั้น เราจึงควรเลือกขนาดจอภาพทีวีให้พอดีกับพื้นที่ภายในห้อง


             ต่อไปการเลือกซื้อทีวีนั้นก็ไม่ได้อยู่กับขนาดอย่างเดียว เรายังต้องเลือกถึงรายละเอียดของความคมชัดอีกด้วย ความละเอียดจอภาพ หรือจำนวนพิกเซล คือสิ่งระบุว่าทีวีรุ่นนั้นๆ มีความคมชัดมากน้อยแค่ไหนในเบื้องต้น ปัจจุบันทีวีตามท้องตลาดส่วนใหญ่ได้แบ่งความละเอียดออกเป็นระดับ เช่น HD, Full HD, UHD (4K) ซึ่งทีวีที่มีความละเอียดสูงขึ้น จะส่งผลให้จอภาพมีความคมชัดมากตามไปด้วย สามารถรับชมภาพได้อย่างชัดเจน เสมือนจริงในระยะที่ใกล้มากยิ่งขึ้น ราคาก็แพงขึ้นตามคุณภาพ แต่หากเราดูทีวีในระยะใกล้เกินไป ก็จะเสี่ยงต่อสุขภาพสายตา ฉะนั้น ต้องใส่ใจกับระยะห่างของการรับชมด้วย
            ดังนั้นการเลือกขนาดทีวีที่เหมาะกับระยะห่างในการรับชม จะช่วยให้การรับชมทีวีมีอรรถรสมากยิ่งขึ้น ได้รับความละเอียดที่เหมาะสม แถมยังเป็นการถนอมสายตาของคุณจากการมองหน้าจอเป็นเวลานาน หรือแสงสะท้อนเข้าดวงตา ซึ่งจะส่งผลเสียกับสุขภาพสายตาในระยะยาว


12

            การเลือกซื้อจอคอมที่ต้องการเน้นคุณภาพนั้นบางทีเราจำเป็นที่จะต้องมองข้ามเรื่องของ ราคา จอคอม ออกไปเนื่องจากถ้าเราต้องการเน้นคุณภาพจริงๆ ก็ต้องบอกเลยว่า ราคา จอคอม มักก็จะสูงไปตามคุณภาพของจอคอมไปด้วยแต่ในวันนี้ปัจจัยหลักของเรานั้นไม่ได้อยู่ที่ ราคา จอคอม นั้นจะถูกหรือจะแพงแต่วันนี้เทคนิคในการเลือกจอคอมที่ตรงตามต้องการของเราต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไป

1.ความละเอียดของจอภาพ ซึ่งถ้ามีความละเอียดมากภาพก็จะยิ่งคมชัดมากยิ่งขึ้น แต่ความละเอียดมากหรือความละเอียดน้อยนั้นขึ้นอยู่กับการ์ดจอที่ใช้

2.การรับประกัน Dead/Bright pixel คือการรับประกันจุดเสียบนหน้าจอ ยิ่งรับประกันที่ dot น้อยยิ่งดี ซึ่งบางทีอาจเกิด Dead/Bright pixel เพียงจุดเดียวก็สามารถเคลมจอคอมใหม่ได้ แต่ที่สำคัญคือก่อนที่จะซื้อก็ควรที่เช็ค Dead pixel ให้เรียบร้อยเสียก่อน

3.Factory Seal ให้ตรวจสอบว่ามี Factory Seal ครบทุกจุดหากมีการแกะหรือกล่องไหนโดนกีดแล้วเอาสก๊อตเทปแปะทับไว้ ให้เราปฏิเสธให้เราในการรับกล่องนั้นทันที เพราะคุณอาจจะได้หน้าจอตัวโชว์แทนที่จะได้ของใหม่แกะกล่อง

4. ช่องเชื่อมต่อ (Port) ซึ่งปัจจุบันจะมีช่องเชื่อมต่อพื้นฐานคือ VGA port (สังเกตว่าหัวของ Port ตัวนี้จะเป็นสีน้ำเงินครับ) หรือ DVI Port (หัวจะเป็นสีขาวครับ) และหลังๆ จะมีช่องสำหรับการเชื่อมต่อแบบ HDMI เพื่อเสียบต่อออกจอโทรทัศน์แบบ LCD หรือ LED หรือเครื่องเล่น DVD หรือ Blu-ray

5.อย่าลืมด้วยการลองดูการแสดงภาพจริงๆ ก่อนซื้อ โดยนอกจากการดูสภาพของจอภายนอกแล้ว อย่าลืมทดสอบ Dead Pixel ที่ร้านเลยด้วย วิธีคือให้เค้าเปิดหน้าจอแสดงสีทั้งหน้าจอเป็นสีเดียว เช่น แดง น้ำเงิน เขียว เหลือง (ร้านขายจอมักจะมีโปรแกรมนี้อยู่แล้ว) แล้วดูอย่างละเอียดว่ามีจุดบอดของสีหรือเปล่าครับ หากมีก็ขอเปลี่ยนใหม่ก่อนเลย

13

                  เป็นที่รู้กันว่าครีมกันแดดหน้าและตัวมีประโยชน์ในการช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด แต่จากการสำรวจพบว่าคนไทยเราใช้ครีมกันแดดหน้าและตัวกันไม่ถึง 10% ของประชากรทั้งหมดด้วยซ้ำไป นับว่าน้อยจนน่าใจหายจริง ๆ ที่เป็นอย่างนี้อาจเป็นเพราะว่าการประชาสัมพันธ์ถึงประโยชน์ของครีมกันแดดหน้าและตัวอาจไม่ดีพอ คนที่ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้จึงละเลยที่จะให้ความสนใจไปอย่างน่าเสียดาย แสงแดดนั้นมีประโยชน์ต่อเราก็จริงอยู่ แต่ก็มีอันตรายแฝงตัวมาด้วยเช่นกัน หากคุณต้องการรับประโยชน์จากแดด ก็ควรเลือกช่วงเวลาที่ความร้อนยังไม่รุนแรงมากนักคือช่วงเช้าตรู่และช่วงเย็นย่ำสนธยา ส่วนแสงแดดระหว่างวันคือเวลาตั้งแต่ 10.00 – 15.00 น.ซึ่งเป็นช่วงที่สุดแสนจะร้อนระอุนั้นหากหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีก แต่ถ้าจำเป็นต้องออกไปเผชิญแสงแดดจริงๆ ก็ยิ่งต้องปกป้องตัวเองด้วยการทาครีมกันแดดหน้าและตัวหรือสวมเครื่องแต่งกายที่ปกปิดผิวกายได้มิดชิดจำพวกเสื้อคลุมแขนยาว หมวก แว่นกันแดด เป็นต้น อันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผิวของคุณมีตั้งแต่ปัญหาเล็ก ๆ อย่างผิวคล้ำขึ้นหรือมีสิวปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า ไล่ไปจนถึงปัญหาที่ส่งผลกระทบมากขึ้นอย่างเช่น ปวดแสบปวดร้อนจากอาการผิวไหม้ เกิดฝ้าขึ้นบนใบหน้า ผิวหนังเหี่ยวย่นเพราะถูกแสงแดดทำร้าย แม้กระทั่งเกิดมะเร็งผิวหนังที่จำเป็นต้องใช้ระยะเวลานานในการรักษาโดยไม่สามารถรับประกันได้ว่าผิวจะกลับมาสวยเหมือนเก่าได้หรือไม่ อีกทั้งยังต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าค่าครีมกันแดดอีกมากมายหลายเท่าตัว นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมการป้องกันและดูแลผิวจากอันตรายของรังสียูวีจึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง

            นอกจากนี้เรามาดูค่า SPF กันดีกว่าว่าครีมกันแดดหน้าและตัวที่มีค่า SPF ที่ต่างกันนั้นมีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีได้มากน้อยเพียงใด
 - SPF 2 ป้องกันแสงแดด UVB ได้ 50%
- SPF 4 ป้องกันแสงแดด UVB ได้ 75%
- SPF 6 ป้องกันแสงแดด UVB ได้ 80%
- SPF 8 ป้องกันแสงแดด UVB ได้ 87.5%
- SPF 10 ป้องกันแสงแดด UVB ได้ 80%
- SPF 15 ป้องกันแสงแดด UVB ได้ 93.3%
- SPF 20 ป้องกันแสงแดด UVB ได้ 95%
- SPF 25 ป้องกันแสงแดด UVB ได้ 96%
- SPF 30 ป้องกันแสงแดด UVB ได้ 96.7%
- SPF 45 ป้องกันแสงแดด UVB ได้ 97.8%
- SPF 50 ป้องกันแสงแดด UVB ได้ 98%

14

          ในปันจุบันนี้ไม่ว่าจะอากาศร้อนหรืออากาศหนาว ไม่ว่าจะในร่มหรือกลางแจ้งคุณก็สามารถหลีกเลี่ยง UV ได้เลยดังนั้นการทาครีมกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัวก็จำเป็นอย่างยิ่งก่อนที่คุณนั้นจะก้าวเท้าเดินออกจากบ้าน แต่คุณเคยรู้หรือไม่ว่าครีมกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัวนั้นแท้จริงแล้วป้องกันรังสีอะไรบ้าง มีประสิทธิอย่างไร วันนี้เราเลยมี 6 ที่คุณยังไม่รู้เกี่ยวครีมกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัว มาให้คุณได้ดูกันว่ามันคืออะไรบ้าง

1.ความร้อนทำครีมกันแดดเสื่อมสภาพ
การที่คุณเก็บครีมหรือโลชั่นกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัว ไว้ในสถานที่ร้อนจัดนานๆ อาทิ ในรถยนต์ ที่มักจอดกลางแดดที่ร้อนระอุ หรือพกพา ครีมกันแดดไปริมทะเล แล้วตากแดดจ้าไว้นานๆ สามารถทำให้ครีมกันแดดของคุณหมดอายุเร็วกว่า ที่ระบุไว้บนฉลากนับปีเลยทีเดียว หากอยากให้ครีมกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัว มีประสิทธิภาพยาวนาน ตามที่ควรจะเป็น ก็ควรเก็บรักษาไว้อย่างเหมาะสม เก็บไว้ในอุณหภูมิห้องที่ไม่โดนแสงแดดส่องถึงก็เพียงพอแล้ว

2.ครีมกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัวส่วนใหญ่ ป้องกันได้เฉพาะ UVB
เพราะในแสงแดด นอกจากจะมี รังสี UVB ที่สามารถส่องทะลุได้ถึงชั้นหนังแท้ จนก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง และริ้วรอยเหี่ยวย่นได้แล้ว ยังมี รังสี UVA ซึ่งเป็นตัวการทำให้ผิวหนังไหม้ และเกิดจุดด่างดำอยู่ด้วย ทว่าครีมหรือโลชั่นกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัวจำนวนมาก ที่วางขายอยู่ในท้องตลาด กลับระบุว่ามีค่า SPF (Sun Protecting Factor) ที่ป้องกันได้เฉพาะรังสี UVB เท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่า ครีมหรือโลชั่นขวดนั้นๆ สามารถป้องกันริ้วรอยเหี่ยวย่น และมะเร็งผิวหนังได้ แต่อาจไม่เพียงพอที่จะป้องกันผิวคุณมิให้เกิดรอยไหม้ หรือจุดด่างดำ

3.ต้องทาครีมกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัวซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง เมื่อออกแดดจัด
ขอบอกว่า การออกแดดเพลินจนลืมเวลาเช่นนั้น จะส่งผลเสียต่อผิวคุณมากโขเชียวค่ะ เพราะผลจากการศึกษาพบว่า ผู้ที่ทาครีมกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัวซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมงครึ่ง มีแนวโน้มเกิดผิวไหม้เกรียมมากกว่าผู้ที่ทาครีมกันแดดซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง ถึง 5 เท่าเลยทีเดียว ฉะนั้นเมื่อรักจะผิวสวย ทาครีมป้องกันผิวอย่างดีแล้ว ก็ต้องไม่ลืมคำนวณเวลา กลับมาทาครีมซ้ำอย่างสม่ำเสมอด้วย

4.ค่า SPF สูงเกินควร ไร้ประโยชน์ แถมเกิดโทษต่อผิว
ครีมกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัวที่มีค่า SPF สูงๆ ไม่ได้ดีต่อผิวเสมอไป เพราะหากคุณไม่ได้ไปออกแดดแรงจัด แต่ดันชโลมครีม ลูบไล้โลชั่นที่มีค่า SPF ระดับสูงมากๆ เช่น SPF70 หรือ SPF90 แทนที่ผิวจะปลอดภัย กลับกลายเป็นได้รับสารเคมีเพิ่มเข้าไปในผิวซะอย่างงั้น โดยเฉพาะหากคุณเป็นผู้ที่มีผิวบอบบาง และแพ้ง่าย การใช้ครีมที่มีค่า SPF สูง อาจทำให้เกิดอาการแพ้และระคายเคืองได้ง่ายๆ

5.สภาวะโลกแย่ ต้องพึ่งพิงครีมกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัวสม่ำเสมอ
เมื่อไม่นานมานี้ กรมอุตุนิยมวิทยาโลกได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า ปัจจุบันก๊าซโอโซน (Ozone) ที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันรังสี UV ระดับอันตรายจากแสงอาทิตย์ให้แก่โลก มีปริมาณลดลงกว่า 40% จึงส่งผลให้มนุษย์ มีโอกาสได้รับปริมาณรังสียูวีเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นข้อมูลที่บ่งบอกว่า ปัจจุบันแสงแดดทำร้ายผิวคุณได้มากขึ้นทุกขณะ การทาครีมป้องกันแสงแดด จึงต้องเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันโรคร้ายอย่างมะเร็งผิวหนัง และยังเพื่อให้ผิวสวยใส ไร้จุดด่างดำอยู่กับคุณไปนานๆ

6.เปลือยผิวออกแดดเพียง 5 ครั้ง ก็เสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังแล้ว
Annet King หัวหน้าสถาบันผิวหนังนานาชาติแห่งสหรัฐอเมริกาให้ข้อมูลว่า เพียงแค่คุณออกแดด (โดยไม่ทาครีมกันแดด) จนผิวไหม้เกรียม 5 ครั้ง ก็เท่ากับว่า คุณมีความเสี่ยงเป็นมะเร็วผิวหนังมากกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า จึงควรท่องจำให้ขึ้นใจว่า แสงแดดทำร้ายผิวได้มากกว่าที่คุณคิด เมื่อออกจากบ้านไปตากแดด ตากลม แล้วละเลยป้องกันผิว ผลกระทบที่ตามมาจึงไม่ใช่แค่ผิวดำ เกิดกระฝ้าเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลถึงขั้นก่อให้เกิดโรคร้าย ที่อันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว

15

             การทำบ้านและสวนให้เข้ากันนั้นเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว เพราะการจัดสวนนั้นเป็นการอาศัยความชื่นชอบและหลงรักธรรมชาตินั้นเองไม่ว่าคุณจะมีบ้านแนวโสไตล์โมเดิร์นทรงไทย หรือแนวไหนๆ ก็สามารถจัดสวนสวยๆไว้ในบริเวณบ้านของคุณได้ ในวันนี้เราจะมาเอาใจคนที่มีบ้านสไตล์โมเดิร์นกัน ว่าเทคนิควิธีการทำบ้านและสวนให้เหมาะสมกันนั้นง่ายนิดเดียว เรามาดูกันเลยว่ามีเทคนิคการทำอย่างไรบ้าง

1 คำนึงถึงคอนเซ็ปต์ในภาพรวม    ต้นไม้ก็เหมือนกับงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่จะนำเข้ามาตกแต่งในบ้าน ฉะนั้นสิ่งแรกที่ควรคำนึงถึงคือ คอนเซ็ปต์หรือจุดประสงค์หลักของการออกแบบที่พักอาศัย จุดที่แสงแดดเข้าถึง และการดูแลรักษา เพราะทั้งหมดนี้ต่างก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้รู้ว่า ควรนำต้นไม้ชนิดใดมาปลูก เมื่อนำเข้ามาแล้วจะเอาไว้ตกแต่งไว้ที่จุดใดของห้อง นอกจากนี้ยังบอกได้อีกว่า ต้นไม้ที่นำเข้ามาปลูกเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยมากน้อยแค่ไหนด้วย

2 ปลูกไว้ใกล้หน้าต่างหรือบนผนัง  ต้นไม้จะกลมกลืนกับบ้านสไตล์โมเดิร์นยิ่งขึ้น เมื่อนำไปปลูกไว้ในตำแหน่งที่ดูพิเศษมากกว่าการนำกระถางไปวางไว้บนพื้นเฉย ๆ โดยเฉพาะบนชั้นวางของติดผนังกับขอบหน้าต่างกระจก เนื่องจากเป็นจุดที่ต้นไม้จะได้รับแสงจากธรรมชาติโดยตรง ในขณะเดียวกันวิวทิวทัศน์ภายนอกยังช่วยให้ต้นไม้เข้ากับบรรยากาศภายในได้ดีอีกด้วย เช่น ห้องนั่งเล่นสีขาวสไตล์โมเดิร์น ตกแต่งมุมห้องด้วยไม้ประดับ เป็นต้น ส่วนของตกแต่งชิ้นอื่น ๆ ควรใช้ของที่มีสีสดใสบ้าง ได้แก่ สีฟ้าหรือสีเขียว เพราะเป็นสีที่ช่วยเชื่อมโยงระหว่างต้นไม้กับการตกแต่งภายในได้เป็นอย่างดี

3 ไม่กั้นทางแสงหรือบดบังทัศนียภาพ  ต้นไม้ที่จะนำมาปลูกก็ไม่จำเป็นต้องเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่เสมอไป เพราะไม้ประดับในกระถางเล็ก ๆ ก็ช่วยเติมเต็มความสวยงามให้กับบ้านสไตล์โมเดิร์นได้เช่นเดียวกัน เพราะจุดสำคัญอยู่ตรงการจัดวางเสียมากกว่า โดยการจัดวางต้นไม้ที่ดีควรเป็นตำแหน่งที่แสงสามารถส่องเข้ามาภายในได้ และไม่บดบังทัศนียภาพภายนอกก็พอ ส่วนอีกหนึ่งวิธีก็คือ การปลูกต้นไม้ไว้ในขวดสวนแก้ว เพราะนอกจากจะสามารถมองเห็นองค์ประกอบต่าง ๆ ได้รอบด้านแล้ว ยังเพิ่มความงดงามให้กับต้นไม้ในกระถาง พร้อมกับปรับเปลี่ยนมุมต่าง ๆ ให้น่าพักผ่อนมากขึ้นด้วย

4 ปลูกต้นไม้ที่มีลักษณะเฉพาะ   ส่วนอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ต้นไม้กลมกลืนไปกับการตกแต่งบ้านสไตล์โมเดิร์นก็คือ ตกแต่งมุมห้องด้วยต้นไม้ที่มีเอกลักษณ์ หรือมีลักษณะแตกต่างออกไปจากต้นไม้ชนิดอื่น เช่น หูช้าง หรือต้นลิ้นมังกร และต้นไม้เหล่านี้จะมีความสวยงามที่โดดเด่นมากขึ้น เมื่ออยู่ท่ามกลางบ้านสไตล์โมเดิร์นที่ตกแต่งด้วยสีขาวเป็นหลัก อีกทั้งรายละเอียดของต้นไม้ที่ไม่เหมือนใครยังช่วยทำให้บรรยากาศโดยรอบไม่น่าเบื่ออีกด้วย

หน้า: [1] 2 3