มาตรฐานสัดส่วนในการใช้ หัวเชื้อจุลินทรีย์ ในงานด้านต่างๆ

ผู้เขียน หัวข้อ: มาตรฐานสัดส่วนในการใช้ หัวเชื้อจุลินทรีย์ ในงานด้านต่างๆ  (อ่าน 21 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

พฤษภาคม 18, 2018, 09:58:50 PM
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 213
    • ดูรายละเอียด

จุลินทรีย์จะมีข้อแตกต่าง ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดยทุกๆครั้งจะต้องมีการตรวจสอบ สาเหตุของสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริง อย่างละเอียดโดยจะต้องมีข้อมูลที่มากพอเพื่อให้ทีมงานสามารถวิเคราะห์หาข้อสรุปร่วมกัน สู่การคัดเลือกเชื้อสายพันธุ์จุลินทรีย์ที่มีความเหมาะสม อันเนื่องจากสภาพพื้นที่ ชีวะมวล ปริมาณของเสีย กากปฏิกูล ขยะอินทรีย์

การปนเปื้อนสารเคมี ปริมาณน้ำเสีย แหล่งที่มาอันเกิดจากความหลากหลายจากวัตถุดิบหรือปัจจัยการผลิตที่แตกต่างกัน ขนาดของโรงงานที่ต่างกัน ขนาดของอาคารที่ต่างกัน ปริมาณผู้อยู่อาศัยที่แตกต่างกัน สิ่งแวดล้อม อุณหภูมิที่แตกต่างกัน ขนาดของบ่อกักเก็บในแต่ละชนิดที่แตกต่างกัน ปัญหาบางอย่างมีโปรตีนสูง มีความเป็นกรดสูง มีไขมันสูง BOD, COD, DO, MLSS ระบบเติมอากาศไม่สมบูรณ์ การระบายน้ำมีปัญหาอันเนื่องจากเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำเสียหาย ท่อแตก บ่อกักเก็บมีการรั่วซึม ขนาดของฟาร์ม จำนวนของสัตว์ ปริมาณของเสีย การให้อาหาร ลักษณะแหล่งที่มาของน้ำเช่น น้ำประปา น้ำบาดาน น้ำคลอง ชนิดของพืชในแต่ละชนิดมีความต้องการสารอาหารที่มีความแตกต่างกัน ฤดูกาล ภัยแล้ง ภัยน้ำท่วม ภัยหนาวและอื่นๆ

ที่สำคัญคืองบประมาณที่มีจำกัด แต่ต้องการคุณภาพและปริมาณเชื้อจุลินทรีย์จำนวนมาก จากข้อเปรียบเทียบที่ได้ยกตัวอย่างมาเป็นข้อสังเกตุเป็นบางส่วนจะเห็นภาพว่าไม่ง่ายเลยที่จะยึดถือเอาสูตรใดสูตรหนึ่ง เช่น ใช้เชื้อจุลินทรีย์ 200cc. ต่อครั้งสำหรับบ้านอยู่อาศัยทั้วๆไป เพื่อใช้ดับกลิ่นหรือย่อยสลายกากปฏิกูล คำถามมีอยู่ว่ามันง่ายไปหรือไม่อย่างไร แต่สำหรับด็อกเตอร์จุลินทรีย์คำตอบคือ มันง่ายเกินไปเพราะในบ่อเกรอะจะมีน้ำเต็มและพร้อมจะเอ่อล้นไปพร้อมๆกับกากปฏิกูลในทันทีที่มีการกดน้ำในโถส้วมให้ไหลลงมาในบ่อเกรอะ และในขณะเดียวกันการที่มีการตั้งสูตรกันแบบนี้นั้นก็แสดงให้เห็นว่า ยังไม่เข้าลักษณะการทำงานของเชื้อจุลินทรีย์ แล้วคำตอบที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร ถ้าอย่างนั้นด็อกเตอร์จุลินทรีย์ขอยกตัวอย่างในข้อประเด็นนี้กันให้ชัดๆไปเลยนะครับ สำหรับบ่อเกรอะจะมีขนาดที่แตกต่างกัน ซึ่งจะสามารถรองรับการใช้งานตั้งแต่ 5 -45 คนเป็นอย่างน้อยสำหรับบ้านอยู่อาศัย มีความลึกตั้งแต่ 1-1.6 เมตร หรือสามารถกักเก็บได้ตั้งแต่1.5-6.3 ลบ.ม สำหรับส้วมที่เต็มขอแนะนำว่าควรทำการดูดทิ้งเพราะการเติมเชื้อจุลินทรีย์ลงไปนั้น มันสายเกินไป เพราะมันแทบจะไม่มีน้ำขังอยู่อีกต่อไป และกว่า 80% มันคือกากที่ถูกปกคลุมด้วยชั้นเมือกไขมัน และมันยากเกินไปสำหรับเชื้อจุลินทรีย์ 200cc.หรือมากกว่านั้นและไม่มีทางสำเร็จนอกจากต้องสูบทิ้งออกไปจากระบบทั้งหมด สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มใช้จุลินทรีย์คือ ส้วมต้องไม่เต็มและต้องงดการใช้สารเคมีทุกชนิด ปริมาณที่ใช้สำหรับการเริ่มต้นคือ 1 ลิตรและต้องเติมในเวลากลางคืน โดยเฉลี่ยเดือนละ 1 ครั้ง 1 ลิตร สำหรับผลิตภัณฑ์ด็อกเตอร์จุลินทรีย์งบประมาณที่ใช้คือ 65 บาทต่อเดือนโดยใช้กลุ่มเชื้อที่ต้องการอากาศและไม่ต้องการอากาศรวมถึงกลุ่มเชื้อที่ไม่ต้องการแสงเป็นพลังงาน หน้าที่หรือประสิทธิภาพในการทำงานของเชื้อคือน้ำเสียที่สารอินทรีย์สูงพวกที่มีโมเลกุลใหญ่เช่นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน จะถูกย่อยสลายให้มีขนาดเล็กลงและในขณะเดียวกันนั้นจะมีการผลิตกรดแล็คติกและกรดอะซิติกเพื่อทำการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียบางชนิดไม่ให้สร้างก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์สาเหตุการการเกิดกลิ่นเน่าเหม็นและกลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและจะลอยไปกับน้ำทิ้งไปในระบบต่อไปและนั้นคือเหตุผลที่ทำให้ ไขมัน โปรตีน อินทรียวัตถุต่างถูกย่อยสลายอยู่ตลอดเวลาจึงทำให้ไม่สามารถเกาะกลุ่มรวมตัวกันได้อีกต่อไป ส้วมจึงไม่เหม็นและไม่เต็มอีกต่อไป การอธิบายนี้เป็นการอธิบายอย่างง่ายไม่ลงลึกในเชิงวิชาการมาก เพื่อต้องการให้สามารถเกิดความรู้และความเข้าใจที่ไม่ซับซ้อนนั้นเอง



มาตรฐานสัดส่วนในการใช้ หัวเชื้อจุลินทรีย์ ในงานด้านต่างๆ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/หัวเชื้อจุลินทรีย์/